3 เทคนิคบริหารการเงินในครอบครัวแบบคนรุ่นใหม่

3 เทคนิคบริหารการเงินในครอบครัวแบบคนรุ่นใหม่

การทำให้ชีวิตครอบครัวยั่งยืนและมีความสุขนั้น นอกจากต้องมีความมั่นคงทางการงานแล้ว ในเรื่องของการดูแลการเงินก็เป็นสิ่งสำคัญที่คู่สามีภรรยาต้องตกลงร่วมกัน และหากมีลูกก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดสรรเงินเพื่อการศึกษาและอนาคตวัยทำงานของลูกอีกด้วย

เรามาดูกันว่า เทคนิคการบริหารการเงินที่นิยมในครอบครัวของคนรุ่นใหม่มีอะไรบ้าง ซึ่งเราได้นำมาบอกกันถึง 3 วิธีด้วยกัน

1.แยกเงินกันคนละกระเป๋า
เป็นข้อตกลงของสามีภรรยายุคใหม่ ที่ทั้งคู่สามารถทำงานนอกบ้านมีรายได้เป็นของตัวเอง จะแยกบริหารเงินคนละกระเป๋ากันในการจ่ายค่าเดินทางไปทำงานและค่าอาหารส่วนตัว แต่จะหารกันในการจ่ายค่าส่วนกลาง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้องพัก ค่าผ่อนบ้าน ฯลฯ เทคนิคนี้เหมาะกับคู่สามีภรรยาที่ชอบความสะดวกคล่องตัว ต้องการมีอำนาจในการดูแลค่าใช้จ่ายของตัวเอง ผู้ที่หาเงินได้มากก็มีสิทธิ์ที่จะใช้จ่ายเงินได้มากตามที่ต้องการ โดยในส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันของครอบครัวก็ยังสามารถหารกันได้อย่างเหมาะสมด้วย

2.การรวมเงินลงในบัญชีส่วนกลางร่วมกัน
เทคนิคนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีลูกแล้วและต้องการสร้างความมั่นคงในระยะยาว มักจะมีการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกันเป็นบัญชีกองกลางหรือมีการเปิดบัญชีธนาคารร่วมกันใส่ชื่อทั้งสองคนเข้าไว้ หรือเป็นชื่อของลูก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เมื่อมีรายจ่ายใด ๆ ก็ถอนเงินจากบัญชีส่วนกลางนั้นออกมา เทคนิคนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการขอหยิบยืมเงินจากคนภายนอก ซึ่งในยุคปัจจุบัน การยืมเงินจากเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักมักทำให้เกิดปัญหาหนี้สินหรือผิดใจตามมาได้ การเก็บเงินวิธีนี้จึงป้องกันปัญหานี้ได้ด้วย

3.การคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์และปรึกษานักลงทุน
หากทั้งสามีภรรยาต่างมีรายได้ของตัวเอง แต่ไม่มีความรู้ในเรื่องของการเงินการลงทุนในการต่อยอดเงินเก็บ สามารถสร้างข้อตกลงร่วมกันได้ว่าจะเก็บเงินเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวกันคนละ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50-70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ จะปรึกษานักลงทุนทางด้านการเงิน ว่าจะนำเงินไปลงทุนในหุ้น กองทุน พันธบัตร ประกัน ฯลฯ รูปแบบใดดี เพื่อให้เงินที่มีอยู่นั้นงอกเงยขึ้นมาได้ โดยมีความเสี่ยงต่ำ เทคนิคนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีครอบครัวแล้ว ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ยังมีอิสระในการใช้เงินได้ตามที่ต้องการได้ด้วย แม้จะไม่มีเวลาศึกษาด้านการลงทุนด้วยตัวเองเต็มที่ แต่ก็สามารถเพิ่มปริมาณเงินออมได้จากการลงทุนภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการบริหารการเงินสำหรับครอบครัวที่กล่าวมาทั้ง 3 แบบมีข้อดีที่แตกต่างกันไป จึงต้องนำไปปรับใช้เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคู่ จะได้เสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐานะภายในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้นต่อไป